| Mc님의 프로필~!\/!<~..........사진블로그리스트 | 도움말 |
~!\/!<~..........ในทุกๆวันของฉันมีแค่เธอ จะตื่นจะนอนนั่งหรือยืนก็คิดถึงเธอ อย่าพยายามจะคิดว่าฉันนั้นไม่ได้รักเธอ เพราะมันไม่มีวันอยู่แล้ว 12월 12일 The last song for the last breath"การมีชีวิตอยู่ เพื่อให้คนที่เรารักยังสามารถมีลมหายใจต่อไปได้" ผมเกิดมาบนครอบครัวที่เป็นอย่างคำพูดด้านบน แต่ละคนมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ผมไม่รู้ว่าแต่ละคนมีความสุขอยู่ได้อย่างไร หรือเ้จ้าคำพูดที่ว่า "ความสุขของเรา คือ การได้เห็นผู้อื่นมีความสุข" เหมือนที่ใครเคยบอกเรื่องในหลวงไว้ว่า ความสุขของพระองค์ คือ ความสุขของประชาชน ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร ความจริงเหล่านั้นผมเพิ่งได้รับรู้ไม่นานมานี้ บางทีความสุขมันอยู่ที่การให้ ให้อย่างไม่หวังตอบแทน ผมรู้จักคนแบบนี้ และตอนนี้ผมเคยรู้จักคนแบบนี้ ตอนนี้ผมคงต้อง ทำตัวเป็นคนเข้มแข็งและเข้มแข็งให้มากขึ้น ซึ่งบางทีเราก็ไม่สามารถปิดมันอยู่ได้เช่นกัน และนี่.......... คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมสามารถทำได้ เพื่อแสดงถึงสิ่งที่ผมรู้สึก ขอบคุณมากครับ และลาก่อน 11월 25일 Reverse"เราเข้าใจแล้วว่าโลกใบนี้มันมีคนมากมายนับไม่ถ้วน
แล้วก็เข้าใจอีกว่าคนมากมายนับไม่ถ้วนนั้นต่างมีความคิดมุมมองนับไม่ถ้วนเช่นกัน
และในความคิดมุมมองต่างๆอาจจะมีที่มันตรงกันบ้าง
และที่ตรงกันนั้น อาจจะมีไม่ตรงกันบ้างเช่นเดียวกัน
ความคิดที่ไม่ตรงกันนั้นแหละ มันยากที่จะคาดเดา
เพราะสิ่งที่ยากจะคาดเดาทั้งหลาย แม้กระทั่งเรื่องไม่น่าเชื่อก็เป็นไปได้
ดังนั้นอย่าคิดว่าเราจะเข้าใจคนอื่นเหมือนที่เรารู้สึกเสมอไป"
ตอนนี้ผมว่าโลกเรามันเริ่มกลับตาลปัตรขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ประเทศอังกฤษฝนตกหนักไม่หยุด อเมริกาเกิดไต้ฝุ่นทำลายบ้านเรือน
บนซีกโลกเขตร้อนเช่น อาร์เจนติน่า ยังมีหิมะตกทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน
และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีหิมะตกที่ประเทศไทย ตามที่ได้พยากรณ์เอาไว้
แกนโลกมันกลับทิศ
มันทำให้ทุกๆอย่างกลับด้านไปหมด
ผู้ชายทำงานบ้าน ทำอาหาร เย็บปักถักร้อย
ผู้หญิงออกทำงานหาเงิน
แต่ผมว่าโลกและธรรมชาติไม่ได้โหดร้ายกับเราหรอก
เพียงแต่ตัวเราทำตัวเรากันเองนั่นแหละ
เรื่องบางเรื่องเราแค่สร้างเส้นแบ่งคั่น ให้เห็นความแตกต่างขึ้นมา
ทั้งที่จริงแล้วมันไม่มีเส้นแบ่งคั่นเส้นนี้ตั้งแต่แรก
เรื่องบางเรื่องมันขึ้นกับการเรียนและรู้
แสวงหากับใฝ่เรียน
(ถ้าจะจบอย่างนี้อ่ะ....(จบเลยละกัน))
11월 17일 No more move"บางทีการนั่งอยู่เฉยๆ ยืนอยู่เฉยๆ มองอยู่เฉยๆ มันก็มีความสุขได้"
ชีวิตที่มัวแต่ดิ้นรน ขวนขวาย กระตือรือร้น มันก็มีเหตุให้สับสนถึงจุดหมายปลายทางที่คาดไว้ได้
เพราะสิ่งที่คาดไว้มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คาดคิด
มันไม่ตรงทุกขั้นทุกตอนเสมอไป ธรรมชาติสอนเราไว้เช่นนั้น
ขนาดโลกทุกวันนี้มันยังหมุนทำมุม 23.5 องศา
ต่างอะไรกับมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ มันจะไม่เอียงกะเท่เร่ไปกับองศาการหมุนนั้น
"ที่ที่ยืนอยู่อาจไม่ใช่ที่ที่เราฝันถึง แต่ก็มีความสุข"
มีโฆษณาหนึ่งที่ผมชอบ เป็นการนำเอาคนที่มีอายุ มีการงานแล้วมาพูดถึงความฝันในวัยเด็ก
แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่ ประกอบอาชีพอยู่ มันไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองฝันไว้
แต่สุดท้ายทุกคนก็กำลังมีความสุขอยู่
หากมองโลกนี้เป็นระบบที่ซับซ้อน โลกก็ดูเหมือนจะเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบ
แต่หากมองโลกในแบบที่เรียบง่าย มันก็แทบจะไม่มีอะไรให้หาความหมายเลย
ดังนั้น ความสุขมันขึ้นอยู่กับการมองโลกเสียมากกว่า
เพราะความสุขของคนคนหนึ่ง อาจไม่ใช่ความสุขของคนอื่นที่เหลือ
อยู่อย่างมีความสุข
ซึ่งความสุขที่เรามีนั้น ย่อมไม่ไปเป็นความทุกข์ของผู้อื่น
มีคนมากมายแสวงหาความสุข
แต่มันกลับอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น
"เราคงไม่ยิ้มหัวเราะร่า ในขณะที่ใครบางคนกำลังนั่งร้องไห้อยู่ได้"
(หายากนะ ความสุขแบบนี้บนโลก และคนที่สามารถทำแบบนี้ได้บนโลก...)
"ทางตัน คือ จุดเริ่มต้นของปัญญาในการกลับไปทบทวนปัญหาและเริ่มต้นกับเส้นทางใหม่"
ไม่มีใครหรอกที่จะ "No More Move"
ที่แห่งนี้อาจจะไม่มีหนทางให้เราเดินต่อไป ไม่มีจุดให้เราอยู่อย่างมีความสุขได้
เราก็ยังคงมีทางอีกหลายทางให้เราเดินต่อ อย่าสิ้นหวังกับหนทางข้างหน้า
ลด ละ เลิก เอาไว้ใช้กับสิ่งไม่ดี แต่ถ้าใช้กับชีวิต มันคงมีแต่พังกับพัง
แปลกที่เรารู้สึก "No More Move" แต่ความสุขกับมีเหลือล้น
ความคิดเดิมๆมันเหมือนจะกลับมาอีกครั้ง
มีสมองที่ว่างเปล่า จากเดิมทีที่ต้องคิด คิดและก็คิด(แล้วได้อะไร?)
ให้สมองได้โลดแล่นจากมุมมองทัศนคติที่แตกต่าง บนโลกจากสายตาทั้งสองข้าง
"การมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้อื่น....รักผู้อื่นให้เป็น"
เราเรียนรู้เพียงการสร้างความสุขกับแก่ผู้อื่น
แต่เราเพิ่งรู้ว่า การรักตัวเองให้เป็น มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มรักผู้อื่น
ความสุขของการมีชีวิตอยู่ คือ การอยู่เพื่อสร้างความสุขให้กับตนเองและผู้อื่น
บางทีคงเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ทำให้เราเริ่มหันมาดูแลสุขภาพตนเอง
ชีวิต...ที่คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะจบลง
แค่หวังว่าตอนนี้จะเก็บเกี่ยวเอาความสุขมาให้มากเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ไม่หวังว่าการอยู่มีชีวิตอยู่ต่อของเรา จะเป็นสิ่งสำคัญของใคร
"โลกใบนี้มีคนสำคัญของเราอีกมากมาย
และที่สำคัญคือ เราอาจจะเป็นคนสำคัญของใครคนอื่นด้วย"
ดังนั้นการมีชีวิตอยู่ต่อไม่ใช่หวังเพื่อให้เรามีลมหายใจอยู่ต่อบนโลกให้มากขึ้น
แต่เป็นการต่อลมหายใจของใครอีกหลายคนบนโลกให้ยาวนานขึ้นอีก
"สุดท้ายคนเราก็ยังคงมีความห่วงหลงเหลืออยู่ ทั้งที่บอกว่าจะตัดขาดทั้งสิ้น"
ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูก
ไม่มีครูอาจารย์คนไหนไม่หวังดีกับลูกศิษย์
บนความห่วงใย มันไม่มีอาวุธชิ้นใดบนโลกจะมาตัดให้มันบั่นให้ขาดลงได้
แม้ปากจะบอกว่า "จะไม่ยุ่ง ไม่สนทั้งสิ้น" แต่ใครจะทำได้จริงกันเล่า
คงมีแต่คนที่ไม่เคยมีมันมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก ถึงจะทำมันลงไปได้
บางทีมันคงเป็นอารมณ์ชั่ววูบ "เพราะรักมาก จึงห่วงมาก"
พ่อแม่ โมโห ตีลูก ใช่ว่าจะไม่รัก
ครูอาจารย์ บ่น ด่า ศิษย์ ใช่ว่าจะไม่หวังดีฉันใดก็ฉันนั้น
นอกเรื่อง เมื่ออาทิตย์ก่อนได้ไปทั้งสวนลุมและสวนจตุจักร
แล้วทำให้เรารู้สึกว่าโลกใบนี้มันเริ่มเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น
มีทฤษฏีหนึ่งกล่าวไว้เกี่ยวกับ ความรัก กับความเห็นแก่ตัว
คำถามคือ ทำไมคนเราต้องมีแฟน? ทำไมผู้ชายต้องจีบผู้หญิง? ทำไมผู้ชายถึงมีชู้?
(จริงๆแล้วทั้งหญิงทั้งชายแหละ)
เพราะทุกคนกลัวตาย
กลัวว่าซักวันหนึ่งเราจะตายจากไปโดยไม่เหลืออะไรไว้บนโลก
มนุษย์เรียนรู้การเป็นอมตะ โดยการขยายเผ่าพันธุ์
ความหมายคือ การมีลูกคือการสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งของเรา
และเลี้ยงดูแลขึ้นเปรียบดังเช่นตัวเราอีกคนหนึ่ง
ถึงตัวเราจะตายไป เรายังคงเหลือตัวแทนอีกคนหนึ่งบนโลก
ความเป็นอมตะของเรายังคงอยู่ ตราบที่ตัวเราอีกคนบนโลกกำลังขยายเผ่าพันธุ์ไปเรื่อยๆ
ฟังดูเป็นทฤษฏีที่น่ากลัว ไม่มีความรักใดๆบนโลกที่แท้จริง
ความรักระหว่างชายหญิง คงเกิดจากผู้คนที่กลัวตายสองคนเริ่มสร้างความเป็นอมตะให้แก่กันและกัน
ความรักระหว่างพ่อแม่ลูก คือ การสร้างความเป็นอมตะให้คงอยู่
แต่ดูเหมือนมนุษย์โลกเรากำลังเดินไปบนทฤษฎีนี้
"เลิกเห็นแก่ตัวเถอะครับ เลิกใช้ถุงพลาสติก มาใช้ถุงผ้าดีกว่า ลดปัญหาโลกร้อน"
555+
10월 31일 บนความแปลกแยกในที่สุดผมก็สามารถพามาจนถึงปลายทางจนได้ ปลายทางที่ผมก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า มันคือปลายทางอย่างที่คิดไว้หรือไม่ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าหลายๆสิ่งในมุมมองของผมไม่ได้เป็นอย่างทุกๆท่านคิดไว้ ผมไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน คงเพราะผมเคยทุ่มเท เคยท้อแท้ เคยฝัน เคยผิดหวัง เคยยิ้ม เคยเหนื่อยกับมัน ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า มันมากกว่าใครๆ เพราะผมก็ไม่รู้ว่ามีใครอีกหรือไม่ที่ทุ่มเทให้มันจริง
ผมรู้สึกว่าหลายๆครั้งผมกำลังแหกกฎ บางทีมันก็เป็นเพียงความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองมากเกินไป หรืออาจจะเป็นความหยิ่งผยอง ความอวดดีที่มันล้นทะลัก เพราะผมคิดว่า ผมไม่อยากก้าวเดินตามรอยใคร ในเมื่อสายตาของผมคิดแล้ว.... แต่ผม....... กำลังถูกบังคับให้กลับสู่ทางเก่าๆ
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่ทำให้ผมมาเขียน blog อันนี้ เคยรู้สึกไหมว่า เหตุผลที่เราคิดว่ามีเหตุผล กับถูกเหตุผลที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่า... บางทีในเมื่อมันเป็นเหตุผล ถึงมันจะเป็นของใครเราก็ควรที่จะฟัง เพราะมันก็คือเหตุผลด้วยกันหมด
แหกกฎ แปลกแยก ความเป็นไปได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่า บางทีการได้ทำอะไรพวกนี้ โดยไม่ผิดต่อศีลธรรม จรรยาบรรณ กฎหมาย หรือต่อสังคม บางครั้งอาจจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและน่าจดจำไปตลอดกาลเลยก็ได้
เมื่อมีน้องสักคนมาถามผมว่าสามารถทำอะไรอย่างนู้นอย่างนี้ได้ไหม ผมมักจะตอบว่า "ทำไปเลย ไม่ต้องสนใจ พี่เชียร์เต็มที่" และผมก็ยังคงยืนยันคำนั้นเมื่อผมโตขึ้นไป 10월 28일 หัวหิน หรือ เนปาล มันก็ประมาณสะดือหลังจากกลับจากทริปหัวหินที่พวกเราชั้นปี 3 ไปเที่ยวกัน ก็ได้กลับมานั่งอ่าน เนปาลประมาณสะดือ ที่ตั้งใจว่าจะอ่านในทริป เพราะคิดว่าคงได้บรรยากาศและอะไรอีกมากมาย แต่กลับไม่มีเวลาได้นั่งอ่านซักเท่าไร เมื่อกลับมาได้นั่งอ่าน กลับได้ความรู้สึกอีกอย่างนึงขึ้นมา เราขอยก เนื้อเรื่องบทนึงให้เพื่อนๆได้ลองอ่านกันดู
............................................................................. หมีน้ำ - คุณสมบัติของเพื่อน
หิมาลัยสูง 8,848 เมตร เขาตะเกียงสูง ไม่ถึง 400 เมตร ความสูงที่แตกต่างกันมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกมันแตกต่างกันซักเท่าไร เพราะ เราได้เดินทางไปกับเพื่อนเหมือนๆกัน
10월 23일 จังหวะชีวิตจังหวะชีวิตในตอนนี้มันคงเริ่มมาจากช่วงเวลานั้น "แม็ค.... เป็นประธานค่ายละกัน คิดว่ายังไง อยากจะทำป่าว"
ในตอนนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องคาดฝันเสียเท่าไร เราเพียงแต่หาทางหลบ ทางหลีก เหมือนนิสัยปลาไหลของเรา แต่ก็เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเช่นกันว่า การที่เราตกลงรับปาก จะทำให้เราได้เปลี่ยนจังหวะชีวิตของตัวเองไปมากถึงขนาดนี้
หลายเดือนที่ผ่านการวางแผนแล้ววางแผนอีก หลายสัปดาห์ในการเติมความหวังและความฝันลงไป หลายวันที่นั่งซับเหงื่อและอดทนสู้ต่อไปในวันที่ท้อแท้ และเพียงไม่กี่นาทีมันก็จบลงอย่างรวดเร็ว
เราได้เรียนรู้อะไรอีกหลายๆอย่าง ทั้งๆที่เรารู้สึกว่ามันก็เป็นงาน งานหนึ่งที่เหมือนกับงานที่ผ่านๆมา แต่เราคิดผิดไปจริงๆ....
หลายวันก่อนค่าย และไม่กี่วันในค่าย รู้สึกว่าจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนนิสัยแย่ๆในตัวเองลงไปมาก ยิ่งปัญหามีมากเท่าไร เราก็รู้สึกว่ามันยิ่งขัดเกลาเราไปมากเท่านั้น
ความสนุกของเรา มันคงเป็นปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนล่ะมั้ง...
มาพูดถึงเรื่องในค่ายบ้างดีกว่า
เรารู้สึกว่าการทำงานของเรามันอาจจะแตกต่างไปจากรุ่นก่อนๆอยู่พอสมควร ถ้าจะมอง เขาคงเรียกว่าการมองคนละมุมล่ะมั้ง มีคนมาถามอยู่บ่อยๆว่าทำไมให้น้องปี 1 มาประชุมซะดึกแทนที่จะไปนอน มันคงเป็นแค่ความคิดของเราละมั้ง... (ถ้าอยากจะรู้ มาถามได้เลย) และก็อีกหลายๆเรื่องเช่นกัน
เราแค่มองว่า การทำงานหากไม่ลองเดินออกนอกทางดูบ้าง ให้น้องรุ่นหลังๆรู้ว่าทางใหม่ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ถ้ามันถูก มันลัดกว่า มันดีกว่า น้องรุ่นหลังจะได้รู้ แต่ถ้ามันผิด อย่างน้อยเราก็เป็นคนเสี่ยงเดินทางไปให้แล้ว เราก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าไม่มีใครกล้าทำ เราเนี่ยแหละ พร้อมที่จะรับความเสี่ยงทั้งหมด
ปัญหาในค่ายดูเหมือนจะมีเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ามันเยอะอย่างนี้เป็นปกติหรือเปล่า หรือเพราะว่าเราเป็นประธานค่ายก็เลยได้รับรู้อะไรมากกว่าแต่ก่อนที่ทำเพียงตำแหน่งเล็กๆ แต่เราก็รู้สึกอย่างหนึ่งว่า เราได้ทำอย่างที่เราคาดหวังและฝันเอาไว้แล้ว
"การจบการทำงาน โดยที่ไม่อยากให้ใครขัดแย้ง หรือทะเลาะกัน อย่างน้อยมันก็ต้องจบลงไปในค่ายให้ได้"
เราไม่ชอบและก็คิดว่าเพื่อนๆหลายๆคนก็คงไม่ชอบ ที่การจบจากค่ายทุกๆปีต้องมีเรื่องบาดหมาง คลางแคลงใจ ทำให้ใครหลายๆคนหนีหายออกไป
ถ้าจะเหนื่อย ขอให้เหนื่อยด้วยกัน เหนื่อยได้ก็พักได้ เอาเวลามาช่วยกันแก้ปัญหาดีกว่า แทนที่จะเอาเวลานั้นไปพัก แล้วปล่อยให้ปัญหามันค้างคา การที่บอกว่าเราทำเพื่อน้อง จริงๆแล้วเราควรต้องเลือกใช้คำว่า เราทำเพื่อน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ จะดีกว่า บางทีเรื่องหลายๆเรื่องที่เป็นอยู่ มันอาจจะดีขึ้น
เรานั่งดูการ build อารมณ์ในห้อง การบายศรีน้อง มีอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างไปจากปีก่อนๆ ยังคุยกับพี่คนหนึ่งอยู่เลยว่า ถ้าให้เวลาบายศรีมากกว่านี้ อะไรหลายๆอย่างมันคงจะดีขึ้นแน่ๆ ซึ่งในทุกๆปีมันก็มีแต่น้องบ้านกับพี่บ้านที่ร้องไห้ แต่เรารู้สึกว่าปีนี้มี staff ร้องไห้กันมากขึ้น
ถ้าจะให้พูดตรงๆเลย ในค่ายนี้เรายังไม่ได้ร้องไห้ออกไปซักแอะ สงสัยว่าเราคงไม่ได้ทุ่มเทอะไรให้กับน้องจริงๆ ความรู้สึกมันเลยไม่ให้ เราแค่รู้สึกว่าเราทำเพื่อทุกคนที่เรารู้จักในชมรมซะมากกว่า
มีอยู่ตอนนึงที่ทำให้เราเกือบจะร้องไห้ออกมา "ตอนนี้เรามีความคิดเล่นๆ แค่อยากเสนอ เรามาลองทำค่ายด้วยกันใหม่มั้ย ค่ายใหม่ที่ทุกๆคนตรงนี้ช่วยกันทำ เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ถ้าทุกๆคนตรงนี้ช่วยกัน Brainstrom มันก็สามารถทำได้แล้ว มีใครอยากจะทำบ้าง .......... ไม่ใช่สิ มีใครอยากจะไปกับเราบ้าง"
แล้วทันใดนั้นทุกๆคนก็ยกมือกัน..... หลังจากประชุมเสร็จก็ได้ัรับการกอดจากเพื่อนคนหนึ่ง ไม่รู้ว่ามันรู้สึกอย่างไร แต่เรารู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคนอยากเดินไปกับเรา (เธอจะไปกับฉัน ไปด้วยกันหรือเปล่า)
เรื่องทั้งหมด ปัญหาทุกอย่างมันก็เป็นดั่งเช่นความรัก เพราะทุกๆสิ่งทุกอย่าง มันเกิดขึ้นจากความรัก ความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง ควาไม่เข้าใจกัน มันคงเกิดขึ้นจากความรัก และหวังว่าความรักมันคงจะแก้ปัญหาทั้งหมดลงได้ ถ้าถามว่าตอนนี้เหนื่อยมั้ย ก็ตอบได้เลยว่าเหนื่อย ถ้าถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร ก็ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่รู้ เพราะตอนนี้ความรู้สึกหลายๆอย่างมันตีไปมาจนยุ่งไปหมด แ่ต่ถ้าถามว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เรายังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เพียงแต่เราสัญญากับใครบางคนไว้ เพราะคำสัญญานั่นเอง จึงเกิดเป็นคำถามคัดน้องเข้าค่ายนี้ ระหว่างการงาน ความรัก สุขภาพ ครอบครัว การเรียน เงินทอง ให้น้องเรียงลำดับความสำคัญของแต่ละอย่าง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราให้ความสำคัญกับงาน จนละเลยในหลายๆเรื่อง ทั้งสุขภาพตนเองที่ทรุดลงไปเรื่อยๆ การทานข้าวในค่ายแทบจะนับครั้งได้ ครอบครัว ความรัก การเรียน เราลืมมันไปแล้วหรือเปล่า ต่อไปนี้เราคงให้ความสำคัญกับมันให้มากขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องงานนั้นหรอ จะขอพักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบปี 4 ละกันนะ สัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ทำอะไรต่อไปอีกแล้ว "ผมสัญญาครับ" สุดท้ายนี้เราจะขอพูดคำที่พูดยากที่สุดละกัน ขอบคุณครับ น้องๆเพื่อนๆพี่ๆทุกคน ที่ช่วยๆกันฝ่าฝันอุปสรรคไปพร้อมๆกัน ยอมมาทำงานให้กับเรา ขอบคุณ น้องๆหลายๆคน พี่ขอบคุณจากใจจริงๆ หลังจากได้ฟังเหตุผลในการทำงานของน้อง พี่แทบไม่รู้ว่าจะตอบแทนน้องอย่างไร ขอบคุณเพื่อนๆทุกๆคนนะ ที่มาช่วยทำค่ายนี้ด้วยกัน อย่างที่เราเคยสัญญากันไว้ตอนประชุมชั้นปี ครั้งนู้น เราก็ไม่รู้่ว่ามันจะออกมาอย่างที่พวกเราเคยคิดกันมั้ย แต่ก็ขอบคุณทุกๆคนจริงๆ ขอบคุณพี่ๆทุกคนนะครับ ที่ยังอุตส่าห์มาช่วยงาน ทั้งๆที่หลายๆคนมี project ต้องทำ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำหลายๆอย่าง และสุดท้ายขอโทษทุกๆคน ในปัญหาหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ในอารมณ์หลายๆอย่างที่มีขึ้นในค่ายนี้ และขอโทษที่ทำให้ทุกคนอดหลับอดนอนทำงานกันขนาดนี้ ขอโทษทุกคน ทุกฝ่าย นะครับ YLSC 14 ขอบคุณนะ YLSC 14 ขอโทษนะ 9월 11일 ...เป็นเพราะเรา... นึกว่าจะไม่ได้มาเขียนบล๊อกอีกซะแล้ว
จริงๆแล้วตั้งใจว่าจะกลับมาเขียนอีกทีหลังจากจบค่าย
คงเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเวลาเขียน
ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ใช้อ้างกับคนที่ถามและไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง
เหตุผลใหญ่ก็คงเป็นเพราะอารมณ์ของตัวเองนี่แหละ
เพราะมันเป็น blog ล่ะมั้ง ไม่สามารถโต้ตอบ เถียง หรือวิจารณ์อะไรได้
กลัวว่าความรู้สึกที่ตัวเองเก็บเอาไว้มันจะประทุออกมา
ช่วงนี้ก็อย่างที่บอก รู้สึกทั้งกดดันต่อตัวเอง เครียด และปัญหาที่รุมเร้า
ไม่รู้สิ เรื่องทั้งหลายกลับไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลย
ชอบเก็บเอาเรื่องคนนู้นคนนี้มาคิดไปเรื่อย
หาทางออกให้กับปัญหา ทั้งที่มันไม่ใช่ของตัวเองเลย
ไม่นึกว่ายังจะมีคนแบบนี้บนโลกอยู่อีก
เรื่องตัวเองก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเลย ทั้งการเรียน การงาน
มัวแต่ปล่อยปะละเลย ไม่สนใจสักเท่าไร
ตอนนี้รู้สึก ตื่นเช้าขึ้นมาทุกวัน มีเรื่องให้คิดตั้งแต่ตื่นเลย
เหมือนแทบไม่มีเวลาให้หัวสมองได้หยุดพัก
และตอนนี้ก็รู้สึกเบื่อ ถึงเบื่อมากๆ
เบื่อสุดๆ
อยากหนีออกจากสิ่งที่ตัวเราคิดว่ามันเป็นต้นเหตุของปัญหา
อยากทำตัวให้เห็นแก่ตัว
และคิดว่าจะทำมันด้วย
เหมือนที่แม่บอก "ใส่ใจตัวเองบ้าง"
(คงหลังจากจบค่ายแหละ)
ฉันจะบินไปสู่ท้องนภาอันเวิ้งว้าง
สู่จุดหมายอันไกลแสนไกลที่ฝันถึง
ทิ้งภาระจากปีกทั้งสองข้าง
ลืมความไว้วางใจให้หมดสิ้น
บินไปตามทางที่คิด ที่อยากจะทำ
โดยมิสนใจ
ลาก่อนความหวัง
ลาก่อนความทะเยอทะยาน
ลาก่อนความไว้ใจ ขอโทษทุกๆคน
ขอโทษเพื่อนๆ
ขอโทษพี่ๆ
ขอโทษน้องๆ
ขอโทษตัวเราอีกคน
8월 13일 For youกะว่าจะมาเขียน blog หลายทีมาก แต่ก็โดนอุปสรรคขัดขวางไปซะหมด ทั้งงาน ทั้งน้อง และที่สำคัญ คงจะเป็นเกมส์ ช่วงนี้เป็นช่วงติดเกมส์จนบ้าไปเลย ถ้าหากว่าช่วงนี้ไม่ค่อยจะเอาอะไรสักอย่าง หรือไม่ค่อยสนใจใคร ก็ต้องขอโทษด้วยนะ มันเป็นโรคที่แก้ยากสำหรับเราเลยแหละ
วันแม่ก็ผ่านมาและ จะมาเขียน ก็ไม่ได้เขียน อารมณ์มันหมดไปด้วย
เอาว่ามีเพลงมาฝากละกัน เป็นเพลงที่ติดอยู่ที่ blog นี้ตั้งนานแล้วแหละ สำหรับแม่ๆทุกๆคนนะครับ
รู้ตัวหรือเปล่า เธอทำอะไรให้ชีวิต
ขอเพียงยังมีเธออยู่ด้วยกัน ขอเพียงยังมีเธอเดินเคียงข้างฉัน
8월 5일 Mars & Venus"Men are from Mars and Women are from Venus" ใครเคยอ่านหนังสือนี้บ้าง ถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยก็คือ "ผู้ชายจากดาวอังคาร และผู้หญิงจากดาวศุกร์"
หนังสือเล่มนี้ได้แต่งเรื่องเกี่ยวกับผู้ชายกับผู้หญิงไว้ด้านหน้าว่า เดิมทีเดียว ผู้ชายนั้นอาศัยอยู่ที่ดาวอังคาร และผู้หญิงนั้นก็อาศัยอยู่ที่ดาวศุกร์ แต่แล้วความรักก็ทำให้ผู้ชายและผู้หญิงรักกัน โดยที่ทั้งสองต่างรู้ดีว่าตนเองมาจากดาวคนละดวงกัน ต่างคนก็ต่างนิสัย ต่างก็ยอมรับกับพฤติกรรมของกันและกันได้
แต่เมื่อวันหนึ่งที่ผู้ชายและผู้หญิงอพยพมาที่โลกใบนี้ (โลก เป็นดาวระหว่างกลาง ระหว่างดาวศุกร์ และดาวอังคาร) ทั้งชายและหญิงต่างลืมไปแล้วว่า ทั้งสองมาจากดาวคนละดวงกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างกัน ไม่เข้าใจในสิ่งที่พูด สิ่งที่กระทำ
นี่เป็นไตเติลของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็น หนังสือ How to ของคุณ Dr. John Gray
ทำไมเราถึงเอามาเขียนงั้นหรือ เพราะว่าเจ้าหนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในฉบับภาษาไทยเป็นครั้งที่ 23 แล้ว (ที่เราเห็นขายอยู่ตอนนี้) ส่วนในฉบับภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องพูดถึงเลย และเป็นหนังสือที่เราได้รับคำแนะนำมาจากเพื่อน เมื่อนานมาแล้ว เป็นเพื่อนที่วิดวะ มันบอกว่าให้ไปยืมที่หอกลาง แต่ที่สำคัญมันมีบอกตำแหน่งในการไปหยิบหนังสือเล่มนี้ด้วย (เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้วางอยู่ที่ชั้นหนังสือ) ส่วนจะอยู่ที่ไหน ขออุบเป็นความลับละกัน มันบอกว่าเป็นความลับที่บอกต่อๆกันมา
จริงๆแล้ว เราลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ ที่จำได้อีกครั้ง แล้วมาหาหนังสือนี่ในเน็ต เพราะเราได้เล่นเกมส์ๆนึง ที่ตอนนี้กำลังติดอยู่อย่างงอมแงม และมันมีชื่อ Server เป็นชื่อดาวดวงต่างๆ ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้
หนังสือเล่มนี้มีหลายๆอย่างที่ดี หากได้เห็นหนังสือแล้ว อย่าพยายามประเมินมันจากรูปลักษณ์ และความคิดของคุณ เพราะมันสามารถปรับไปใช้กับคนได้ทุกคน เราจะเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นกำลังคิด กำลังทำ
แต่ไม่ว่าอย่างไร การเข้าใจคนในแบบของตัวเอง มันจะดีกว่าหนังสือ how to เล่มใดๆทั้งสิ้น แค่เปิดใจให้กว้าง ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นเป็น และยอมรับในสิ่งที่เราเป็น บางทีโลกใบนี้มันอาจจะสดใสกว่าทุกๆวันก็ได้ เพราะเราไม่ได้อพยพมาจากดาวดวงไหน เราเป็นคนบนโลกนี้ตั้งแต่เกิด
และสุดท้ายเราก็แค่พลิกๆมัน แล้วก็เดินออกจากร้านมือเปล่า |
|
||||
|
|